ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงเคยผ่านเรื่องที่ต้องเลือกลำบากๆมาแล้ว
บางคนเป็นทุกข์เพราะพร่ำบอกกับตัวเองว่าเลือกไม่ได้ ว่าไม่มีโอกาส
แต่กับบางคนกลับไปเป็นทุกข์เพราะคิดว่าตัวเองมีทางเลือกมากเกินไป
จะเลือกทางไหนดีนะ กลัวว่าถ้าตัดสินใจเลือกทางใดทาหนึ่งไป โอกาสดีๆของทางที่ไม่ได้เลือกจะหายไป
ตอนนี้ผมเป็นอย่างนั้นอยู่ มีทางให้เลือก และกลัวว่าถ้าเลือกทางใดทางหนึ่งไป โอกาสดีๆบองอีกทางเลือกหนึ่งมันจะหายไปตลอดกาล
เมื่อใดก็ตามที่ผมต้องเลือก ผมเลือกอย่างมั่นใจ และไม่เคยเสียใจ ในสิ่งที่ได้เลือกไปแล้วเลยสักครั้ง
แต่คราวนี้มันต่างกัน ผมเป็นคนโลภครับ อยากได้มันทุกอย่าง อยากได้จนกลัวที่จะต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง
ถ้าแยกร่างได้คงดีครับ จะได้เลือกได้ทุกทางอย่างสบายใจ
ความจริงการตัดสินใจอะไรยากๆแบบนี้ผมว่ามันต้องใช้เวลา บางทีลองได้อยู่กับตัวเอง
ถามตัวเองในขณะที่ตัวเองมีสภาวะปกติ ทั้งกายและใจ ถามว่าจริงๆควรจะเลือกทางไหน
คิดนานๆ ปรึกษาคนอื่นได้แต่อย่าเอามาเป็นบรรทัดฐานมากเกินไป เพราะคนเรามาตรฐานและความคิดไม่เหมือนกัน
ผมอาจจะโชคดีครับ มีทางเลือก สามารถเลือกในสิ่งที่ตัวเองอยากทำโดยไม่ต้องสนใจอะไรมากมายได้
บางคนสถานการณ์ บีบให้ต้องเลือกในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำ แต่ข้อดีของการเป็นอย่างนั้นคือ
คุณสามารถตัดสินใจได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมากังวลทีหลังว่าสิ่งที่คุณเลือกไปมันจะมีผลดีหรือแย่
คล้ายๆกับคุณมีจุดยืน มีมาตรฐานของตัวเองอยู่แล้ว และสามารถ คอนเซนเทรท กับสิ่งที่คุณต้องเดิน หรือที่ควรจะเดิน
แต่สุดท้ายจริงๆแล้วผมชอบมากกว่ากับการได้เลือกได้ตัดสินใจเอง อาจเป็นเพราะผมได้เลือกมาตลอดตั้งแต่เด็ก
ถ้าคราวนี้เลือกไป ผลมันจะออกมาแย่หรือไม่ดีอย่างที่เราหวัง ผมก็คงเป็นเหมือนเดิม คือไม่เสียใจในสิ่งที่ตัวเองเลือก
แต่มันอยากเลือกทั้งสองแพร่ง จริงๆนะ
วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552
วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
ไม่มีเงิน หรือ ไม่มีเวลา
เมื่อก่อนตอนผมเรียน ผมมักจะมีข้ออ้างในการผลัดวันประกันพรุ่งในสิ่งที่อยากทำเสมอ
ว่า
"ไม่มีเงิน"
ไม่มีมีเงินทำอะไรก็ลำบาก อยากจะไปไหน ค่าเดินทางเท่าไหร่ อยากเรียนนู่นเรียนนี่ ค่าคอร์สเท่าไหร่ หรืออีกร้อยแปดเหตุผลที่จะอ้างได้จากการไม่มีเงิน
สุดท้ายสิ่งที่อยากทำหลายๆอย่าง ก็ยังไมได้ทำ ในใจผมแก้ตัวกับตัวเองว่า รอกูทำงานก่อนกูจะทำให้หมดเล้ย
ตอนนี้ ผมเรียนจบ ทำงาน มีเงินเดือนเป็นของตัวเอง ผกลับมีข้ออ้างใหม่ในการผลัดวันประกันพรุ่งสิ่งที่ผมอยากทำ
ว่า
"ไม่มีเวลา"
เวลาไม่มีจะไปทำอะไรได้ ทำงานก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว เอาเวลาทำอย่างอื่นมาพักผ่อนดีกว่าน่า วันๆนึงได้นอนวันละกี่ ชม เอง
สุดท้าย สิ่งที่อยากทำมันก็ยังไม่ได้ทำอีกแล้ว
หรือบางที "ไม่มีเงิน กับ ไม่มีเวลา" มันไม่ได้เกี่ยวกับการไม่ได้ทำสิ่งที่เราอยากทำ แต่มันเป็นความตั้งใจของเราต่างหากที่มันมีน้อยเกินไป มันเป็นสันดานของผมต่างหากที่ชอบผลัดไปเรื่อย
...
ว่า
"ไม่มีเงิน"
ไม่มีมีเงินทำอะไรก็ลำบาก อยากจะไปไหน ค่าเดินทางเท่าไหร่ อยากเรียนนู่นเรียนนี่ ค่าคอร์สเท่าไหร่ หรืออีกร้อยแปดเหตุผลที่จะอ้างได้จากการไม่มีเงิน
สุดท้ายสิ่งที่อยากทำหลายๆอย่าง ก็ยังไมได้ทำ ในใจผมแก้ตัวกับตัวเองว่า รอกูทำงานก่อนกูจะทำให้หมดเล้ย
ตอนนี้ ผมเรียนจบ ทำงาน มีเงินเดือนเป็นของตัวเอง ผกลับมีข้ออ้างใหม่ในการผลัดวันประกันพรุ่งสิ่งที่ผมอยากทำ
ว่า
"ไม่มีเวลา"
เวลาไม่มีจะไปทำอะไรได้ ทำงานก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว เอาเวลาทำอย่างอื่นมาพักผ่อนดีกว่าน่า วันๆนึงได้นอนวันละกี่ ชม เอง
สุดท้าย สิ่งที่อยากทำมันก็ยังไม่ได้ทำอีกแล้ว
หรือบางที "ไม่มีเงิน กับ ไม่มีเวลา" มันไม่ได้เกี่ยวกับการไม่ได้ทำสิ่งที่เราอยากทำ แต่มันเป็นความตั้งใจของเราต่างหากที่มันมีน้อยเกินไป มันเป็นสันดานของผมต่างหากที่ชอบผลัดไปเรื่อย
...
วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2551
ผมทำบุญทุกทุกวัน
เรื่องจริงที่ต้องยอมรับของคนที่ทำงานก่อสร้าง
อย่างหนึ่งก็คือ ชีวิตการทำงานไม่ได้ "ง่ายๆ สบายๆ"
ยิ่งเป็นวิศวกรภาคสนาม หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า
"Site Engineer"
ยิ่งไม่ต้องพูดถึง อยู่หน้างานลุยได้ก็ลุย
ยิ่งเวลาคนงานขาดงาน คนงานลาป่วย
Site Engineer นี่มันก็คือคนงานที่มีปริญญาดีๆนี่เอง
อันนี้เป็น สโคป ของลักษณะ site engineer ที่นี่
ที่อื่นอาจไม่เหมือน หรืออาจจะสบายกว่านี้
ผมเองก็ไม่เคยสัมผัส เพราะพึ่งเริ่มทำงานที่นี่ที่แรก
และด้วยงานก่อสร้าง ส่วนมากไซท์งานมักจะอยู่ในที่
ที่ยังไม่เจริญ(ทางวัตถุ) ถ้าเจริญหมดแล้ว
คงไม่ต้องสร้างอะไรมากมาย
การทำงานก่อสร้างในความหมายของผมมันมีอะไร
มากกว่า คำว่างาน มากกว่าคำว่าเงินเดือน
มันเหมือนเป็นการทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนแถบนั้นดีขึ้น
อย่างงานที่ผมทำอยู่ เป็นงานสร้างโครงสร้างรถไฟฟ้า
สร้างเสร็จมื่อไหร่ ประชาชนที่นี่ย่อมมีทางเลือกในการเดินทางเพิ่มขึ้นอีกทาง
และเมื่อคิดดีดี ผลที่ตามมา ทั้งเรื่องของการลดการใช้พลังงาน
ซึ่งเค้าว่ากันว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของโลกร้อน
การกระจายความเจริญ ต่างๆ
มันเหมือนเป็นการทำบุญทางอ้อมเหมือนกัน
ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า
"ผมทำบุญทุกทุกวัน"
อย่างหนึ่งก็คือ ชีวิตการทำงานไม่ได้ "ง่ายๆ สบายๆ"
ยิ่งเป็นวิศวกรภาคสนาม หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า
"Site Engineer"
ยิ่งไม่ต้องพูดถึง อยู่หน้างานลุยได้ก็ลุย
ยิ่งเวลาคนงานขาดงาน คนงานลาป่วย
Site Engineer นี่มันก็คือคนงานที่มีปริญญาดีๆนี่เอง
อันนี้เป็น สโคป ของลักษณะ site engineer ที่นี่
ที่อื่นอาจไม่เหมือน หรืออาจจะสบายกว่านี้
ผมเองก็ไม่เคยสัมผัส เพราะพึ่งเริ่มทำงานที่นี่ที่แรก
และด้วยงานก่อสร้าง ส่วนมากไซท์งานมักจะอยู่ในที่
ที่ยังไม่เจริญ(ทางวัตถุ) ถ้าเจริญหมดแล้ว
คงไม่ต้องสร้างอะไรมากมาย
การทำงานก่อสร้างในความหมายของผมมันมีอะไร
มากกว่า คำว่างาน มากกว่าคำว่าเงินเดือน
มันเหมือนเป็นการทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนแถบนั้นดีขึ้น
อย่างงานที่ผมทำอยู่ เป็นงานสร้างโครงสร้างรถไฟฟ้า
สร้างเสร็จมื่อไหร่ ประชาชนที่นี่ย่อมมีทางเลือกในการเดินทางเพิ่มขึ้นอีกทาง
และเมื่อคิดดีดี ผลที่ตามมา ทั้งเรื่องของการลดการใช้พลังงาน
ซึ่งเค้าว่ากันว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของโลกร้อน
การกระจายความเจริญ ต่างๆ
มันเหมือนเป็นการทำบุญทางอ้อมเหมือนกัน
ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า
"ผมทำบุญทุกทุกวัน"
วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
HAPPINESSCOMINGSOON!!!
ความสุขในการทำงานกำลังจะกลับมาอีกครั้งด้วยเหตุผลดังนี้
บอสกรูกำลังจะกลับมาแว้ววว
ประกอบทรัสเสร็จสักที จะได้เดินแว้วววว
ได้ตังค์โอทีวันศุกร์ หะหะ
13 วันนรกกำลังจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
สุดท้ายงานมันก็เป็นไปตามเป้า ถึงแม้จะเหนื่อยหน่อย
แต่ก็ดีใจ อาทิตย์หน้า จะเริ่มงานอีกแล้ว ตื่นเต้นๆ
ตอนนี้ในหัวมีแต่เรื่องงานเต็มไปหมด แต่ก็ดีแล้ว
บางทีทำแต่งาน คิดแต่เรื่องงานมันก็ดี
มันก็ช่วยให้หายเหงาไปได้เยอะเหมือนกัน
เนอะๆๆๆ
บอสกรูกำลังจะกลับมาแว้ววว
ประกอบทรัสเสร็จสักที จะได้เดินแว้วววว
ได้ตังค์โอทีวันศุกร์ หะหะ
13 วันนรกกำลังจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
สุดท้ายงานมันก็เป็นไปตามเป้า ถึงแม้จะเหนื่อยหน่อย
แต่ก็ดีใจ อาทิตย์หน้า จะเริ่มงานอีกแล้ว ตื่นเต้นๆ
ตอนนี้ในหัวมีแต่เรื่องงานเต็มไปหมด แต่ก็ดีแล้ว
บางทีทำแต่งาน คิดแต่เรื่องงานมันก็ดี
มันก็ช่วยให้หายเหงาไปได้เยอะเหมือนกัน
เนอะๆๆๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)